เพลงการ์ตูน

posted on 21 Mar 2014 14:30 by i-luck-you
 
อยู่ดีดีก็คิดว่าน่าจะลองเลือกดู เอาเพลงที่มีมาลองเปิดไล่ดู
แล้วเลือกเลยว่าชอบอันไหนบ้าง จริงๆมันน่าจะมีอันที่เคยชอบมากๆ แต่ลืมไปแล้วด้วยนะ 55
 
ประมาณนี้ละกัน 5 เพลงสะดวกดี
 
/
 
 K-ON! - Cagayake! GIRLS
 
 
เป็นอนิเมะที่ทำให้เราเก็ทคำว่าโมเอะหน่อยหนึ่ง 55 ปกติจะแพ้ทางโมเอะตลอด จูนไม่เคยติด
แต่เรื่องนี้ดูจบแล้วร้องไห้เลย ตอนจบมันดีอะ เพลงเพราะ ตอนตัดฉากบรรยากาศเข้ามามันดีมาก
ส่วนที่เลือกมาเป็นเพลงเปิด (เวอร์ชั่นปวดตับ) ตอนนั้นงงว่าแบบนี้ก็เป็นเพลงการ์ตูนได้ด้วยเหรอ โห เจ๋งอะ
 
▲ Anohana - Aoi Shiori by Galileo Galilei 

 
ตอนนั้นนั่งดู OP เรื่องนี้ซ้ำไปมาก็เพราะเพลงมันเพราะมาก รอวันที่เมื่อไรวงจะออกเพลงเต็มมา
ชอบมาก จริงเพลงตอนภาคหนังก็ชอบนะ circle game
ซึ่งวงนี้ก็ชอบอยู่ไม่กี่เพลง แต่เพลงอื่นๆเขาก็ดีนะ ต้องลองฟังดู
 
▲ Whisper Of The Heart - Country Road 
 
 
อนิเมะที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของจิบลิ ยังจำฉากที่นางเอกฮัมเพลงนี้ตอนม้านั่งได้
 
 The Girl Who Leapt Through Time - Kawaranai Mono by Oku Hanako
 
 
เพลงอนิเมะที่ฟังทีไรแล้วน้ำตาจะไหล เพลงชื่อว่าสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
แต่ชีวิตของนางเอกอะไรบางอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป
 
 Neon Genesis Evangelion - A Cruel Angel's Thesis
 
 
เพลงของพวกพ้อง ดูการ์ตูนเรื่องนี้เหมือนโดนล้างสมองความจำในวัยเด็ก
เพลงนี้แมสจนไม่รู้จะแมสยังไง ทั้งๆที่เนื้องเรื่องมันหนักมาก
เห็นไอดอลอย่างมายุก็เอามาร้อง แม้แต่ นิชิโนะ โชว ก็เอามาร้อง ประทับใจสุดๆ 55

legal high 2

posted on 19 Mar 2014 18:08 by i-luck-you
 
อัพในรอบ 6 เดือน 55
ความจริงตั้งใจว่าจะเปลี่ยนไป wordpress แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ทำสักที
พอดีเขียนถึงซีรีส์ที่เพิ่งดูจบไป เขียนไปเขียนมา ยาวจังเลย เอามาลงเก็บไว้ดีกว่า
 
เราว่าเรื่องนี้เจ๋งดีที่สุดท้ายมันทำให้เราได้นั่งคิดเถียงกันไปมาได้อีกหลายครั้งเลยว่า ตกลงเราจะอยู่ตรงไหนของเรื่องดี ฝ่ายไหนดี หรือที่จริงมันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาเลือกฝ่ายกันซะหน่อย
 
ยาวนะครับ เตือนไว่ก่อน 55
 
/
 
Legal High 2 | Kosawa Ryota | 2013
 
ได้พิมพ์สักที เนื้อเรื่องหลักนี่มัน แพรวา the chronicle มาก มันได้เห็นว่าพลังของสื่อและข้อมูลที่ล้นหลามที่เรารับเข้ามามันมีผลต่อเราเพียงใด ในแง่ที่ภาพๆหนึ่งจะทำให้เรารับรู้ความจริงที่เกิดขึ้นตื้นลึกสักแค่ไหน ความเชื่อทางการเมือง อุดมการณ์ และทัศนคติต่อแนวคิดต่างๆของเราเองต่างหากที่มันมีส่วนทำให้ความจริงบางส่วนถูก shape ปรุงแต่งยังไง นั่นทำให้การอ่านหลักฐานอันเดียวกันแตกต่างกันออกไป ถ้าอย่างนั้น สำหรับกระบวนการยุติธรรม ทนาย ศาล หรือตัวบทกฎหมายเองแล้ว อะไรคือสิ่งที่ใช้ในการตัดสินล่ะ
 
คดีหลักของเรื่องนี้เป็นคดีของหญิงหม้ายที่ถูกกล่าวหาว่าวางแผนฆ่าสามีและลูกเพื่อรับเงินประกัน โดยก่อนหน้านี้ก็เคยมีประวัติแบบเดียวกันมาแล้ว สังคม(สื่อ)ตัดสินและตั้งฉายาให้เธอทันทีว่าเป็น "หญิงชั่วแห่งศตวรรษ 100 ปีมีครั้งหนึ่ง" ศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิต สังคมโห่ร้องยินดี แต่ทว่าไอ้พระเอกมันก็เสนอตัวรับทำคดีนี่ซะงั้น นั่นแหละคือความสนุกของเรื่องนี้ เพราะไอ้คดีที่มันดูเลวร้ายยังไงก็ผิด คนนี้มันคือตัวร้ายในหนังชัดๆ ไอ้พระเอกของเรามันก็จะรับทำคดีทุกครั้งไป แล้วดันชนะอีก
 
ซึ่งมัน lead ประเด็นให้เห็นว่าไอ้พระเอกที่ถึงแม้จะชนะคดีทุกครั้ง ก็ไม่ใช่คนดีอย่างที่ทนายในหนังเรื่องอื่นเป็น มันทำทุกอย่างเพื่อจะชนะคดีทั้งล็อบบี้ สร้างสถานการณ์ขึ้นมา หรือไม่ก็จ้างนักสืบไปแอบทำอะไร มันเลวกันแบบให้เห็นๆไปเลย แต่ก็ยังชนะคดีได้เสมอ ด้วยหลักฐานและเหตุผลต่างๆที่เอาไปใช้สู้ในชั้นศาล มันก็น่าสนใจว่าอาชีพการเป็นทนาย กับหน้าที่การเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมมันเป็นเรื่องเดียวกันไหม? ทนายจะจงใจให้คดีที่ตัวเองรับผิดชอบ แต่เห็นว่ามันผิดนั้น แพ้คดีได้ไหม? ซึ่งขั้นหนักสุดของเรื่องคือ มันก็ทำให้คนที่ดูยังไงก็ผิดชนะคดี ด้วยการสร้างความจริงขึ้นมาใหม่อีกแบบหนึ่งจากหลักฐานที่มีอยู่
 
คือเนื้อเรื่องมันก็ผูกมาตั้งแต่ซีซั่นแรกแล้ว แต่ของภาคแรกการวางเทียบระหว่าง idealistic vs realistic มันจะชัดเจนมาก ส่วนซีซั่นสองมันก็สร้างตัวละครฮันยู ทนายโลกสวยในอุดมคติขึ้นมาอีกคน แต่ฮันยูไม่เหมือนมายูซุมิ เขาไม่ได้พยายามโรแมนติคตัวเองไปกับความดีงามหรือความน่าสงสารอะไร แต่เขากลับใช้มันเป็นมายาคติให้ตัวเองรู้สึกว่าการที่แพ้คดีให้กลับพระเอกไม่ได้มีสาระสำคัญอะไร เพราะหลังจากนั้นในแต่ละตอนคู่กรณีที่สู้ขัดแย้งกันมา ก็กลับมาใช้ชีวิตแบบ happy ending หนังญี่ปุ่น มันไม่ได้เป็นไปตามที่พระเอกมันพูดเลย ฝ่ายที่เห็นว่ายังไงก็ผิด เลวเห็นๆก็กลับมาตายตอนจบ ฮันยูยิ้มดีใจ
 
ผัวที่ฟ้องร้องค่าเสียหายเมีย เพราะไปจับได้ว่าเมียที่จิตใจงดงามดันเคยทำศัลยกรรมหน้ามาซะสวยเลย สุดท้ายฝั่งผู้ชายและโคมิคาโดะก็ชนะคดีไป แต่หลังจากนั้นผู้ชายดันไปเปิดเจอไดอารี่ที่เมียเคยเขียนไว้ อธิบายว่าเป็นคนจิตใจดีเอาใจใส่ตัวเองขนาดไหน "ฉันเพิ่มแคลเซี่ยมให้เขาวันนี้ด้วยค่ะ" แม่งร้องไห้เลย กูมันโง่เอง คิดได้ใดนั้นก็ไปขอคืนดีบอกว่าเงิน 8 ล้านไม่ต้องจ่ายแล้วนะ ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ผมอยากจะขอให้เราเริ่ม... ตู้มมม เมียมีผัวใหม่ทั้งหล่อและหนุ่มกว่าเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณนะที่ทำให้ฉันเข้าใจโลกนี้ยิ่งขึ้น
 
พอถึงจุดนี้คนดูมันก็ orgrasm กันน่ะสิ ใช่ๆ สมควรแล้ว ผู้ชายแกมันเลวๆๆๆ สมน้ำหน้า ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่ฮันยูใช้ลูกความเป็นเครื่องมือสร้างความสุขให้กับตัวเอง จัดระเบียบ ตัดสินว่าอะไรคือความสุขหรืออะไรคือความถูกต้อง มันก็น่าสนใจดีว่า เออ แล้วตัวเราเองต่างหาก มีสิทธิอะไรที่ไปคิดแทนหรือตัดสินแทนคนอื่นเหรอ ว่าเขาควรจะมีความสุขหรือใช้ชีวิตยังไง ในเมื่อเราเองก็ไม่ได้ต่างกลับเขาเท่าไร (ทำไปเพราะเจ็บใจ อยากเอาชนะโคมิคาโดะต่างหาก)
 
กฎหมายมันเวิร์กจริงๆน่ะเหรอ นี่เราก็ผ่านปีพุทธกาลมา 2500 กว่าปีแล้ว ทำไมพวกมนุษย์ถึงไม่เรียนรู้กันซะที ทำไมคนเราถึงไม่ถููก decontamination กันเป็นคนดีอีกล่ะ ความจริงแล้วโลกมันแปลกประหลาดหรือเป็นที่จิตใจของเราเอง?
 
ในเรื่องมันมีอีกหนึ่งคดีเป็นโอตาคุฟ้องร้องค่าเสียหายจากการซื้อซีดี และค่าเสียหายที่ถูกทำร้ายด้านจิตใจกับน้องไอดอลสาวที่ดันไปโดนจับได้ว่าความจริงน้องมีแฟนถ่ายรูปกันดี๊ด๊าเลย มันไม่แฟร์กับพวกเราไม่ใช่เหรอทั้งเวลาและหยาดเหงื่อที่พวกเราทุ่มเทไปกับน้องๆ โกหก หลอกหลอง พวกเราก็มีสิทธิที่จะเรียกร้องมันไม่ใช่เหรอ สิ่งนี้มันจะต้องมีอยู่จริงสิเขาถึงเรียกมันว่าไอดอลอย่างไงล่ะ เจ้าหญิงที่แสนบริสุทธิ์ที่อยู่ตรงหน้าพวกเรา แต่เรากลับลืมไปว่าฉากหลังของเธอก็คือหญิงสาวคนหนึ่ง มีสามีเป็นเรื่องปกตินะ มันเลยตรงกับคำกล่าวที่ว่า 
 
"มีแฟนพี่ก็ไม่ถือนะ ก็รู้ล่ะนะ แต่ไม่รู้จะดีกว่า"
 
มันก็รู้สึกว่าเรากำลังอิสแฮปปี้ brain wash ตัวเองแบบนี้วนซ้ำไปซ้ำมา
เพราะการยอมรับความจริงนั้นยากและลำบากเสมอ
 
/
 
(ยาวไปไม่ได้อ่าน)
 
 
 

wisut note

posted on 04 Sep 2013 22:50 by i-luck-you
ก็ฟังพี่ตั้มมาหลายครั้งแล้วนะ ที่ผ่านมาก็อ่านที่แกพูดบ่อยๆ
อ้าว แต่เสือกจุกซะงั้น ไม่รู้ทำไม
 
เราจะเข้าใจว่า เดี๋ยวนี้พอโตแล้ว อะไรบางอย่าง มันไม่เหมือนเดิมแล้ว
ในสถานการณ์แบบนี้ ก็อาจสรุปว่าผ่านไป มันก็โตด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ 
 
: note เอาไว้ประมาณหนึ่ง แต่มีของพี่ตั้มละนะครับ
 ของคนอื่นก็ดีนะครับ ไปฟังกันเถอะ
 
/
 
 บางทีข้อมูลในหัว หัวใจเรา ไม่ได้เป็นคำพูด มันไม่ชัดเจนจริงๆ มันประมาณนี้ ก็เลยชอบวาดรูป
● เราไม่ได้สัญญากับใครว่าฉันจะต้องเป็นคนแบบนี้

● เราอยากวาดอะไรก็ได้ มันมีหลายซีรีส์ เราอยากวาดอะไรที่มันเซอร์ๆเราก็วาดซีรีส์นี้
เราอยากแคร์คนอื่นเราก็วาดอีกเรื่องหนึ่ง สุดท้ายมันจะไม่เป็นถึงขนาดนั้น เพราะว่ามันหลอกกันไม่ได้
ยังไงมันก็รู้ว่าเราวาด ไม่ว่าเราจะวาดเบี้ยวไปทางไหน ข้างในมันเหมือนกันไม่รู้เป็นอะไร
ซึ่งนั่นแหละที่เราอยากจะบอก ไม่ใช่ให้ดูแต่สไตล์ ดูแต่ดีไซน์ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เปลี่ยนทรงผม
เปลี่ยนสี เปลี่ยนไปเรื่อย เปลี่ยนให้มันงงไปเลย เปลี่ยนให้มันรู้ว่าถึงจะเปลี่ยนยังไงรากมันก็ไม่เปลี่ยน
หัวใจมันก็ไม่ได้เปลี่ยน แล้วสิ่งที่เราอยากจะบอกมันก็อยู่อย่างนั้น คือเราพูดถึงปรัชญาชีวิต ไม่ใช่พูดถึงเปลือก
 
● มันค้นหาแต่ตัวเอง มันจะเห็นคนอื่นไหม ทำไปเถอะ มันก็คืองานสุจริต
● เราไม่ได้มองว่าชีวิตเราคือ "ฉันเป็นศิลปินอะไรแบบนั้นอะ" แต่ความเป็นศิลปินมันอยู่ในชีวิตเรา
ชีวิตเราใหญ่กว่า งานก็คือการเรียนรู้ชีวิตเท่านั้นเอง เรียนรู้คน เรียนรู้ตัวเอง
ไม่ว่าเราจะทำงานอะไร อาจจะไม่ได้วาดรูปก็ได้ มันก็ต้องเจอเรื่องเดียวกันอะ มันก็เท่านั้นเอง
 
 
—————
 

● อย่าง TOY STORY 3D เราดูแล้วทำไม่ได้มันต้องไปจ้างคน เราทำงานคนเดียว
ประเด็นคือเราอยากบอกอะไร อยากบอก message สั้นๆที่เราเรียนรู้ชีวิตมา ก็ใช้เวลาแปปเดียวก็พอ
ยิ่งทำง่ายยิ่งดีด้วยซ้ำ ทำยังไงให้มันให้เข้าใจได้ แค่ให้เข้าใจได้ แค่นั้น แค่จะบอกว่าฉันเรียนรู้อะไรมา

การพัฒนา มันต้องมาจากเราเรียนรู้อะไรในชีวิต ชีวิตเราพัฒนาอะไรไปบ้าง เราเรียนรู้อะไรบ้าง
ไม่ใช่เราวนเวียน กลับไปหาอะไรเดิมๆ วนเวียนอยู่กับความโง่เดิมๆ อันนี้แหละคือการพัฒนา
พอชีวิตเราพัฒนา เราก็สร้างงานออกมา มันก็คืองานที่พัฒนาแล้ว

ส่วนฝีมือด้านภาพ ด้านภาพมันไม่ใช่ด้านจิตใจ มันเป็นด้านทักษะ
ซึ่งทักษะทำยังไงมันก็ต้องดีขึ้น ไม่มีทางที่แบบวาดรูปไปแล้วจะเก่งน้อยลงเรื่อยๆ เป็นไปไม่ได้
ยกเว้นสภาพจิตใจมันใจร้อนมากจนมันเละเทะไปหมดแล้ว เออ มันก็เป็นไปได้
 
 
—————
 
 
เราก็ได้เรียนมาบ้างในการใช้ชีวิต 36 ปี ว่าทำยังไงแล้วสบาย ทำยังไงไม่เครียด สบาย จิตใจดีขึ้น 
บางทีทำงานเยอะไป ไม่เห็นว่าชีวิตจะดีเลย หรือทำงานที่ตอบสนองความต้องการตัวเองได้อย่างมาก
มันก็ไม่เห็นว่าสภาพจิตใจจะพัฒนาเท่าไร มันก็แค่สะใจที่ได้สนองอีโก้ตัวเองแล้วต้องมานั่งดูว่าคนจะนิยมไหม
มันก็ไม่เห็นว่าจะเรียกว่าความสุขเลย
 
แล้วถ้าเราเปล่อยมันไปเฉยๆ ดูว่าเรื่องราวของชีวิตเราจะเป็นยังไง เป็นคนดูซะงั้น (ขำ) 

มันก็สนุกดี เอาตัวไปไว้ในอนาคตสักชั่วโมงหนึ่งก็ได้ ไม่ได้อยู่ตรงนี้
มองกลับมา มันก็สนุกดีว่าเราสัมภาษณ์อยู่ ทำงานเขียนการ์ตูนให้คนนี้อยู่ มันเบาๆดี
 
● บางทีมันต้องยอม ท้อไป เพราะว่าเรารู้ว่าเดี๋ยวมันก็หาย ไม่ต้องไปสู้มัน ปล่อยมันไป
อยากท้อก็ท้อไป ชั่วโมง สามชั่วโมง เลิกเลยไม่ทำล่ะ วันหนึ่งเลยก็ได้
ส่วนใหญ่มันจะไม่ค่อยถึงวันอะ เดี๋ยวมันก็หายละ ไม่เห็นมันจะอะไรหนักหนาเลย
 
แต่ถ้าเราไปสู้ เราจะไม่ท้อ จะต้องพยายาม มันเหนื่อยไปเท่านั้น 
มันก็เสียเวลาเท่ากัน ก็ปล่อยมันละกัน (หัวเราะ)
คือมันคนอะ มันก็ต้องมีความรู้สึก บางทีมันเหนื่อย สมมติเป็นหวัด มันจะหายได้ยังไง
มันก็ต้องเป็นไปสักพักอะ 2-3 วัน เดี๋ยวมันก็หาย ก็เอาตัวไปลอยอยู่ในอีก 4 วันข้างหน้า แล้วก็ดูมันไป
แล้วมันจะจัดการเองนะ เช่น คนเราเป็นหวัด มันจะมีธรรมชาติของมันว่าจะต้องไปหายามากิน
 
 

วนกลม

posted on 23 Aug 2013 21:23 by i-luck-you
 
 
 
 
 
ชอบภาพคนนี้จริงๆ ภาพคนที่ดูแล้วไม่เหมือนเดิม ดูแล้วมีพลัง 
Ichiko Uemoto
 
มันคือช่วงเวลาประมาณตอนนี้จริงๆ
รู้สึกว่ามีเพื่อนที่เข้าใจเรา มาพยายามไปด้วยกันเถอะนะ