legal high 2

posted on 19 Mar 2014 18:08 by i-luck-you
 
อัพในรอบ 6 เดือน 55
ความจริงตั้งใจว่าจะเปลี่ยนไป wordpress แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ทำสักที
พอดีเขียนถึงซีรีส์ที่เพิ่งดูจบไป เขียนไปเขียนมา ยาวจังเลย เอามาลงเก็บไว้ดีกว่า
 
เราว่าเรื่องนี้เจ๋งดีที่สุดท้ายมันทำให้เราได้นั่งคิดเถียงกันไปมาได้อีกหลายครั้งเลยว่า ตกลงเราจะอยู่ตรงไหนของเรื่องดี ฝ่ายไหนดี หรือที่จริงมันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาเลือกฝ่ายกันซะหน่อย
 
ยาวนะครับ เตือนไว่ก่อน 55
 
/
 
Legal High 2 | Kosawa Ryota | 2013
 
ได้พิมพ์สักที เนื้อเรื่องหลักนี่มัน แพรวา the chronicle มาก มันได้เห็นว่าพลังของสื่อและข้อมูลที่ล้นหลามที่เรารับเข้ามามันมีผลต่อเราเพียงใด ในแง่ที่ภาพๆหนึ่งจะทำให้เรารับรู้ความจริงที่เกิดขึ้นตื้นลึกสักแค่ไหน ความเชื่อทางการเมือง อุดมการณ์ และทัศนคติต่อแนวคิดต่างๆของเราเองต่างหากที่มันมีส่วนทำให้ความจริงบางส่วนถูก shape ปรุงแต่งยังไง นั่นทำให้การอ่านหลักฐานอันเดียวกันแตกต่างกันออกไป ถ้าอย่างนั้น สำหรับกระบวนการยุติธรรม ทนาย ศาล หรือตัวบทกฎหมายเองแล้ว อะไรคือสิ่งที่ใช้ในการตัดสินล่ะ
 
คดีหลักของเรื่องนี้เป็นคดีของหญิงหม้ายที่ถูกกล่าวหาว่าวางแผนฆ่าสามีและลูกเพื่อรับเงินประกัน โดยก่อนหน้านี้ก็เคยมีประวัติแบบเดียวกันมาแล้ว สังคม(สื่อ)ตัดสินและตั้งฉายาให้เธอทันทีว่าเป็น "หญิงชั่วแห่งศตวรรษ 100 ปีมีครั้งหนึ่ง" ศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิต สังคมโห่ร้องยินดี แต่ทว่าไอ้พระเอกมันก็เสนอตัวรับทำคดีนี่ซะงั้น นั่นแหละคือความสนุกของเรื่องนี้ เพราะไอ้คดีที่มันดูเลวร้ายยังไงก็ผิด คนนี้มันคือตัวร้ายในหนังชัดๆ ไอ้พระเอกของเรามันก็จะรับทำคดีทุกครั้งไป แล้วดันชนะอีก
 
ซึ่งมัน lead ประเด็นให้เห็นว่าไอ้พระเอกที่ถึงแม้จะชนะคดีทุกครั้ง ก็ไม่ใช่คนดีอย่างที่ทนายในหนังเรื่องอื่นเป็น มันทำทุกอย่างเพื่อจะชนะคดีทั้งล็อบบี้ สร้างสถานการณ์ขึ้นมา หรือไม่ก็จ้างนักสืบไปแอบทำอะไร มันเลวกันแบบให้เห็นๆไปเลย แต่ก็ยังชนะคดีได้เสมอ ด้วยหลักฐานและเหตุผลต่างๆที่เอาไปใช้สู้ในชั้นศาล มันก็น่าสนใจว่าอาชีพการเป็นทนาย กับหน้าที่การเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมมันเป็นเรื่องเดียวกันไหม? ทนายจะจงใจให้คดีที่ตัวเองรับผิดชอบ แต่เห็นว่ามันผิดนั้น แพ้คดีได้ไหม? ซึ่งขั้นหนักสุดของเรื่องคือ มันก็ทำให้คนที่ดูยังไงก็ผิดชนะคดี ด้วยการสร้างความจริงขึ้นมาใหม่อีกแบบหนึ่งจากหลักฐานที่มีอยู่
 
คือเนื้อเรื่องมันก็ผูกมาตั้งแต่ซีซั่นแรกแล้ว แต่ของภาคแรกการวางเทียบระหว่าง idealistic vs realistic มันจะชัดเจนมาก ส่วนซีซั่นสองมันก็สร้างตัวละครฮันยู ทนายโลกสวยในอุดมคติขึ้นมาอีกคน แต่ฮันยูไม่เหมือนมายูซุมิ เขาไม่ได้พยายามโรแมนติคตัวเองไปกับความดีงามหรือความน่าสงสารอะไร แต่เขากลับใช้มันเป็นมายาคติให้ตัวเองรู้สึกว่าการที่แพ้คดีให้กลับพระเอกไม่ได้มีสาระสำคัญอะไร เพราะหลังจากนั้นในแต่ละตอนคู่กรณีที่สู้ขัดแย้งกันมา ก็กลับมาใช้ชีวิตแบบ happy ending หนังญี่ปุ่น มันไม่ได้เป็นไปตามที่พระเอกมันพูดเลย ฝ่ายที่เห็นว่ายังไงก็ผิด เลวเห็นๆก็กลับมาตายตอนจบ ฮันยูยิ้มดีใจ
 
ผัวที่ฟ้องร้องค่าเสียหายเมีย เพราะไปจับได้ว่าเมียที่จิตใจงดงามดันเคยทำศัลยกรรมหน้ามาซะสวยเลย สุดท้ายฝั่งผู้ชายและโคมิคาโดะก็ชนะคดีไป แต่หลังจากนั้นผู้ชายดันไปเปิดเจอไดอารี่ที่เมียเคยเขียนไว้ อธิบายว่าเป็นคนจิตใจดีเอาใจใส่ตัวเองขนาดไหน "ฉันเพิ่มแคลเซี่ยมให้เขาวันนี้ด้วยค่ะ" แม่งร้องไห้เลย กูมันโง่เอง คิดได้ใดนั้นก็ไปขอคืนดีบอกว่าเงิน 8 ล้านไม่ต้องจ่ายแล้วนะ ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ผมอยากจะขอให้เราเริ่ม... ตู้มมม เมียมีผัวใหม่ทั้งหล่อและหนุ่มกว่าเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณนะที่ทำให้ฉันเข้าใจโลกนี้ยิ่งขึ้น
 
พอถึงจุดนี้คนดูมันก็ orgrasm กันน่ะสิ ใช่ๆ สมควรแล้ว ผู้ชายแกมันเลวๆๆๆ สมน้ำหน้า ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่ฮันยูใช้ลูกความเป็นเครื่องมือสร้างความสุขให้กับตัวเอง จัดระเบียบ ตัดสินว่าอะไรคือความสุขหรืออะไรคือความถูกต้อง มันก็น่าสนใจดีว่า เออ แล้วตัวเราเองต่างหาก มีสิทธิอะไรที่ไปคิดแทนหรือตัดสินแทนคนอื่นเหรอ ว่าเขาควรจะมีความสุขหรือใช้ชีวิตยังไง ในเมื่อเราเองก็ไม่ได้ต่างกลับเขาเท่าไร (ทำไปเพราะเจ็บใจ อยากเอาชนะโคมิคาโดะต่างหาก)
 
กฎหมายมันเวิร์กจริงๆน่ะเหรอ นี่เราก็ผ่านปีพุทธกาลมา 2500 กว่าปีแล้ว ทำไมพวกมนุษย์ถึงไม่เรียนรู้กันซะที ทำไมคนเราถึงไม่ถููก decontamination กันเป็นคนดีอีกล่ะ ความจริงแล้วโลกมันแปลกประหลาดหรือเป็นที่จิตใจของเราเอง?
 
ในเรื่องมันมีอีกหนึ่งคดีเป็นโอตาคุฟ้องร้องค่าเสียหายจากการซื้อซีดี และค่าเสียหายที่ถูกทำร้ายด้านจิตใจกับน้องไอดอลสาวที่ดันไปโดนจับได้ว่าความจริงน้องมีแฟนถ่ายรูปกันดี๊ด๊าเลย มันไม่แฟร์กับพวกเราไม่ใช่เหรอทั้งเวลาและหยาดเหงื่อที่พวกเราทุ่มเทไปกับน้องๆ โกหก หลอกหลอง พวกเราก็มีสิทธิที่จะเรียกร้องมันไม่ใช่เหรอ สิ่งนี้มันจะต้องมีอยู่จริงสิเขาถึงเรียกมันว่าไอดอลอย่างไงล่ะ เจ้าหญิงที่แสนบริสุทธิ์ที่อยู่ตรงหน้าพวกเรา แต่เรากลับลืมไปว่าฉากหลังของเธอก็คือหญิงสาวคนหนึ่ง มีสามีเป็นเรื่องปกตินะ มันเลยตรงกับคำกล่าวที่ว่า 
 
"มีแฟนพี่ก็ไม่ถือนะ ก็รู้ล่ะนะ แต่ไม่รู้จะดีกว่า"
 
มันก็รู้สึกว่าเรากำลังอิสแฮปปี้ brain wash ตัวเองแบบนี้วนซ้ำไปซ้ำมา
เพราะการยอมรับความจริงนั้นยากและลำบากเสมอ
 
/
 
(ยาวไปไม่ได้อ่าน)
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet